ชีวิตติดไฟของ “ป้อม ออโต้บาห์น” ผู้ชายที่ผ่านเหตุการณ์ไฟไหม้มาแล้วถึง 5 ครั้ง

สำนวนสุภาษิตที่ว่า “โจรปล้น 10 ครั้งไม่เท่ากับไฟไหม้ครั้งเดียว” คงดูเบาไปสำหรับ“ป้อม ออโต้บาห์น” หรือชื่อตามบัตรประชาชนคือ “โชติชู พึ่งอุดม” เพราะในชีวิตหากรวมครั้งล่าสุด เขาผ่านเหตุการณ์ไฟไหม้ทั้งเป็นผู้ร่วมเหตุการณ์และผู้ประสบภัยมาแล้วถึง 5 ครั้ง

“ผมจะเปลี่ยนชื่อเป็น ‘ป้อม ออโตเบิร์น’ แล้วครับ เป็นคนไฟแรงตลอด” นักร้อง นักเปียโนโชคร้ายวัย 50 เศษพูดอำตัวเอง

“ผมเจอเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งแรกตอนอายุประมาณ 15 – 16 ปี บ้านอยู่แถวกิ่งเพชร ซึ่งโรงหนังเพชรพิมานมาขอซื้อที่ดินบ้านผม โดยบ้านยังอยู่ที่เดิมและเปิดเป็นโรงงานทำเค้กวันดีคืนดีโรงหนังไฟไหม้ บ้านจึงกลายเป็นศูนย์บัญชาการย่อม ๆ ของตำรวจดับเพลิง ท่ามกลางเสียงไฟที่กำลังเผาทำลายสิ่งของด้านใน ผู้ใหญ่ขนของหนี ขนาดผมไม่เห็นเปลวไฟ แค่ยืนอยู่ในบ้านยังรับรู้ถึงไอร้อนที่มาปะทะตัวผมกลัวมาก ยืนกอดน้อง 3 คนแน่น

“ทิ้งช่วงจากนั้นประมาณ 15 ปี ผมเริ่มทำงานแล้วย้ายมาอยู่ตรงสะพานปิ่นเกล้า เป็นตึกแถวห้องสุดท้าย ถัดไปเป็นชุมชนแออัด วันหนึ่งไฟไหม้ชุมชน ผมเปิดหน้าต่างเห็นไฟลามเร็วมากจากหลังไปอีกหลัง มั่นใจไฟข้ามมาไม่ถึงแน่ ๆ จึงไม่ได้ขนของ แต่บ้านก็กลายเป็นที่พักของของคนในชุมชนที่ขนหนีไฟออกมา บรรยากาศที่น่ากลัวกลับมาอีกครั้ง

“ต่อมาผมหุ้นกับคุณตุ๊ก (วิยะดา โกมารกุล) เปิดร้านอาหารแถววิภาวดี ปรากฏว่าไฟไหม้บ้านเจ้าของที่ ซึ่งอยู่ในอาณาบริเวณเดียวกัน ขณะที่ข้างล่างร้องเพลงกันสนุกสนานหารู้ไม่ว่าไฟลามมาติดชั้นบนจนควันลอยลงมาข้างล่าง ลูกค้าตะโกนบอก ‘พี่ป้อม ไฟไหม้’ผมยังใจเย็นบอกว่า‘เดี๋ยวก็ดับ’แต่พอออกไปดูตรงที่จอดรถ น่ากลัวกว่าที่คิด ชั้นสองถูกไฟไหม้หมดแล้ว โชคดีที่พื้นไม่ทรุดลงมา ไม่งั้นคงถูกทับตายกันหมด

2

“กระทั่งวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2557 ผมอยู่ที่บ้านแฟนที่ชั้นล่างเปิดเป็นกึ่งโรงงานเฟอร์นิเจอร์ กับส่วนที่เป็นร้านอาหารของผม อาจเพราะผ่านไฟไหม้มา 3 ครั้งจนกลายเป็นความฝังใจก็ได้ เพราะเวลานอนผมมักจะคิดว่า หากไฟไหม้จะหนีไปทางไหน เพราะตรงระเบียงหัวนอนก็เก็บเศษวัสดุที่ทำเฟอร์นิเจอร์ พวกฟองน้ำ ไม้ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีวันนั้นแฟนให้ช่างเข้ามาต่อเติมโชว์รูมแต่เช้า ผมเห็นเขาเสียบสายไฟเชื่อมเหล็กกับปลั๊กไฟเลย แทนที่จะต่อที่เบรกเกอร์ (อุปกรณ์ที่เปิดและปิดวงจรไฟฟ้า สามารถควบคุมและป้องกันไฟฟ้าเกินและลัดวงจร) โดยมีไม้ กาว ทินเนอร์ กองอยู่ใกล้ ๆ ด้วย

“จำได้ว่าผมขึ้นไปนอนพัก เพราะครั่นเนื้อครั่นตัวเหมือนไม่ค่อยสบาย ขณะนั้นไม่มีใครอยู่บ้าน แฟนไปส่งลูกที่โรงเรียน แม่บ้านกลับบ้าน ผมกินยาแล้วหลับเป็นตาย จู่ ๆ ต้องสะดุ้งตื่นด้วยเสียงดังปึ้ง พอลืมตาก็เห็นหน้าต่างในห้องถูกแรงระเบิดเปิดออก กระจกแตก ม่านกำลังติดไฟลุกโชติช่วง น่ากลัวมาก ผมตาสว่างทันที ตอนแรกคิดว่าไฟไหม้แต่เฉพาะห้องนอน รีบวิ่งลงมาข้างล่างเพื่อไปหยิบถังดับเพลิงในออฟฟิศ แต่ภาพที่ปรากฏคือ ไฟไหม้กำแพงหน้าบ้านจนมองทะลุเห็นหลังบ้านแล้ว จึงวิ่งขึ้นไปเพื่อหยิบกระเป๋าเงินและโทรศัพท์แจ้งตำรวจดับเพลิง แต่ชั่วเวลาไม่เกิน 10 วินาทีควันปิดทางหมด ผมหันหลังกลับลงมา เห็นช่างกำลังดับไฟ คาดว่าน่าจะพยายามดับอยู่นานแล้ว แต่จากที่เห็นเมื่อเช้าว่ามีถังทินเนอร์อยู่ สันนิษฐานว่า ไฟอาจช็อร์ตแล้วเมื่อประกายไฟเจอกับทินเนอร์จึงเกิดระเบิด พร้อมกับไฟที่ลุกขึ้นจนไปติดฟองน้ำ ไม้ วัสดุที่ทำเฟอร์นิเจอร์ที่อยู่ตรงระเบียงห้องผม ไฟโหมเร็วมากเกินกว่าจะดับแล้ว ผมพยายามเข็นรถออกจากบ้าน เริ่มมีหน่วยบรรเทาสาธารณภัยเข้ามาช่วย แต่กว่าตำรวจดับเพลิงมาถึงใช้เวลาประมาณ 45 นาที ผมคอยบอกให้ฉีดน้ำมาที่ครัวก่อน เพราะมีถังแก๊ส

“ครึ่งชั่วโมงไฟดับ แทบไม่จำเป็นต้องสำรวจความเสียหาย เพราะจากโครงเดิมที่เป็นบ้านไม้แล้วต่อเติมขึ้นข้างบนไม่เหลืออะไร ข้างล่างเต็มไปด้วยน้ำที่ฉีดดับเพลิงเปียโนน้ำเข้า รวมถึงเครื่องมือของแฟน เช่น จักรเย็บหนังและเฟอร์นิเจอร์ของลูกค้าที่ฝากไว้เสียหายหมด ผมค่อย ๆไต่บันไดที่เหลือบางส่วนขึ้นไป ร้อนระอุเหมือนอยู่ในเตาอบบริเวณที่เคยเรียกว่าชั้นสองไม่เหลือสภาพ หลังคาถูกไฟไหม้หมด ส่วนข้าวของแทบไม่เหลืออะไรเป็นชิ้นเป็นอัน แว่นรองเท้า เสื้อผ้าผมเต็มไปด้วยเขม่า นาฬิกาที่รักเสียหายไป 20 เรือน แบรนด์ดัง ๆ ทั้งนั้น“ผมไม่มีเวลาให้ช็อกนาน เพราะลูกสาวกำลังกลับจากโรงเรียน เป็นห่วงจิตใจเด็กอายุ 5 ขวบ หากเห็นภาพบ้านเหลือแต่โครงคงกลัว แต่ผิดคาด เพราะนอกจากเขาไม่เป็นไรแล้ว ยังเดินขึ้นไปสำรวจแล้วบอกว่า หนูสงสารบ้าน เขาต้องเจ็บและร้อน ผมบอกสงสารพ่อเถอะมึนตึ้บเลย คืนนี้จะไปนอนที่ไหน เพราะห้องนอนวอดหมด ขณะที่ชั้นล่าง กำแพงถูกไฟไหม้ทะลุมองเห็นด้านในได้ ซึ่งยังมีของบางอย่าง เช่น เปียโนกับเครื่องเสียง หากไม่นอนเฝ้าอาจถูกยกเค้าซ้ำได้ แล้วลูกต้องไปโรงเรียน โดยที่ไฟก็ยังปรานีด้วยการเหลือพื้นที่บริเวณห้องรับแขกพอให้พวกเรายังชีพประทังไปก่อนได้ผมจึงซื้อฟูกมาปูนอน

พอเปิดถุงบรรเทาสาธารณภัยที่ได้รับจาก กทม. มีเสื้อผ้า ผ้าห่ม มุ้ง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ข้าวสาร ผมเข้าใจผู้ที่ถูกไฟไหม้บ้านเลย เพราะคืนนั้นยุงเยอะหากไม่ได้ผ้าห่มที่แจกมากันยุงคงนอนลำบาก รุ่งขึ้นผมตามช่างมาต่อไฟอาศัยใช้ห้องน้ำคนงานที่อยู่นอกบ้านพวกเราใช้ชีวิตอยู่ทามกลางกลิ่นเขม่าไฟประมาณหนึ่งเดือน ไม่ได้อาบน้ำอยู่หลายวัน ระหว่างนั้นค่อย ๆ เคลียร์ของที่ถูกไฟไหม้ทิ้ง ทั้งส่วนโรงงานเฟอร์นิเจอร์ของแฟน กับร้านอาหารของผมที่ต้องรื้อพื้นทิ้ง จานชามบางส่วนถูกเขม่าควัน ไม่สามารถนำกลับมาใช้งานได้ แทบไม่อยากเชื่อว่าของที่ทิ้งเยอะประมาณ 10 คันรถเสียดายนะ อย่างกีตาร์ที่ผมรัก ซื้อมาในราคาอีกหนึ่งพันก็เจ็ดหมื่น เคยใช้ถ่ายเอ็มวีเพลง ‘ปลายฟ้า’ อยู่ในสภาพเหลือแต่คอ ทุกทีวางอยู่ข้างล่างเผอิญวันนั้นถือขึ้นไปเพื่อเขียนเพลงในห้องนอน เดชะบุญจริง ๆ เพราะหากไม่มีกีตาร์รับเศษกระจกไว้ ศีรษะผมคงเยินด้วยเศษกระจก ก็ต้องทำใจเพราะอย่างไรของก็พังไปแล้ว จากนั้นให้ช่างมาก่อสร้างชั้นบน จากเดิมที่เป็นโครงไม้ก็เปลี่ยนเป็นโครงเหล็ก ใช้เวลาประมาณครึ่งปีกว่าจะกลับมาเกือบเหมือนเดิม

1

“ผ่านไปประมาณปีเศษ ผมกำลังทำร้านใหม่โดยเป็นที่พักด้วยตั้งใจย้ายเข้าวันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน 2559 เพียงแค่ 3 วันก่อนหน้าใครจะคิดว่าภาพเดิมจะกลับมา แล้วซ้ำรอยจนน่าแปลกใจ สถานที่เดิมคือในห้องนอนผม เวลาเดิมคือตอนเช้า 9.30 น. ทุกเช้าแฟนผมจะจุดธูปไหว้พระในห้องพระ แล้วลงไปไหว้ศาลพระภูมิหน้าบ้าน เช้านั้นก็เช่นกันผมไปดูงานก่อสร้างร้านใหม่แล้วพาช่างไปกินข้าวต่อ กลับมาประมาณตีห้ารีบเข้านอน เพราะต้องตื่นไปส่งลูกที่โรงเรียน ประมาณหกโมงครึ่งลูกมาปลุก ผมบอก ให้แม่ไปส่งนะ พ่อเพิ่งนอน ก็คิดว่าจะนอนยาว แล้วบ่าย ๆ ค่อยเข้าไปดูงานก่อสร้างที่ร้าน แต่แล้วต้องสะดุ้งตื่น เพราะได้ยินเสียงดังตึ้งหนัก ๆ เหมือนคนใช้ค้อนปอนด์ทุบผนัง คิดว่าช่างคงมารื้อห้องน้ำเพราะผมให้ช่างมาถอดประตูห้องและเครื่องใช้ต่าง ๆ เพื่อนำไปใช้ที่ร้านใหม่ จึงนอนต่อ สักแป๊บดังอีก เริ่มแปลกใจว่า หากเป็นการทุบผนังจริง เสียงน่าจะดังต่อเนื่องกระทั่งได้ยินเสียงแม่บ้านตะโกนเรียก‘คุณป้อม’ ดังลั่น ผมผวาลุกจากเตียงเปิดประตูมาแทบผงะ เพราะควันเต็มเลย เห็นเปลวไฟกำลังลุกอยู่ในห้องพระ ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากห้องผมเท่าไหร่ จึงรีบวิ่งหนีตายลงมา เรียกว่าหากช้ากว่านั้นครึ่งหรือหนึ่งนาที คงโดนไฟคลอกตายแล้ว

“ตำรวจดับเพลิงใช้เวลาทำงานประมาณ 15 นาทีไฟก็ดับสนิท จากนั้นเขาเรียกผมขึ้นไปชั้นสอง เพราะต้องงัดห้องที่ไม่ถูกไฟไหม้ เพื่อเปิดฝ้าระบายความร้อน ไม่อย่างนั้นเสี่ยงต่อไฟที่จะติดขึ้นมาอีก แล้วความที่พื้นเปียกน้ำ ตอนลงมาผมพลาดลื่นตกบันไดตั้งแต่ชั้นสองลงมาถึงชั้นล่างผมเป็นหมอนรองกระดูกอักเสบอยู่ด้วยพอล้มหลังกระแทกพื้น เดินแทบไม่ไหว แล้วยิ่งเห็นคนเต็มบ้าน ทั้งตำรวจดับเพลิง เจ้าหน้าที่จากหน่อยงานต่าง ๆ เพื่อนผมเจ็บหลัง ไม่อยากตอบคำถามใด ๆ ล็อกตัวเองอยู่ในรถเปิดเพลงฟังจนหลับไปโดยไม่รู้ตัว

“จากที่คิดว่าจะย้ายบ้านวันอาทิตย์ ไฟไหม้วันศุกร์ ผมจึงต้องย้ายออกมาเลย ครั้งนี้ผมสันนิษฐานว่าอาจเกิดจากธูปที่แฟนจุดไหว้พระ ยังถือว่าไหม้น้อยกว่าครั้งที่แล้ว เพราะของส่วนใหญ่แพ็คเตรียมย้าย ส่วนร้านอาหารก็ปิดไปก่อนหน้านี้หลายเดือน เปิดรับเฉพาะลูกค้าจอง แต่ความเสียหายเท่ากัน คือเครื่องเสียงโดนน้ำ เปียโนหลังนี้รอดไฟไหม้มา 2 รอบแล้ว คราวนี้น้ำเข้าเต็มเลย ส่วนเสื้อผ้าผมถูกเขม่าควัน คงต้องซักหลายน้ำ ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดคือ ซิงเกิ้ลใหม่ที่อัดเสร็จแล้วถูกน้ำเสียหายไปด้วย โชคยังดีที่มีไฟล์มาสเตอร์อยู่ในห้องอัด นำมาแปลงเสียงใหม่ก็ใช้ได้

“เหตุการณ์ร้าย ๆ นี้ทำให้ผมรู้เลยว่า เวลาทุกข์ยังมีคนเป็นห่วงซึ่งเป็นคนที่เราคิดไม่ถึง อย่างเพื่อนนักเรียน ลูกค้า เพื่อนนักดนตรีรวมรวบเงินมาช่วยหลายแสน ทำให้เราเข้มแข็ง ของที่เสียไปก็หาใหม่“แต่ 5 ครั้งพอแล้วนะครับ”

ที่มา : คอลัมน์ครั้งหนึ่ง ในนิตยสารแพรว ฉบับที่ 895