หลงมนตร์เสน่ห์ Malta ประเทศไซต์มินิที่มีเพียงเกาะ การันตีอากาศดีที่สุดในโลก (ตอนที่ 1)

Malta
ฉันได้ยินชื่อมอลตา (Malta) มาระยะหนึ่งแล้ว รู้สึกอยากไปเยือนสักครั้งเพื่อเติมความทรงจำให้ชีวิต และฉันก็ดั้นด้นไปถึงจนได้…

มอลตาเป็นประเทศเล็กๆ ในทวีปยุโรปที่คนไทยส่วนใหญ่อาจจะยังไม่ใคร่รู้จัก เป็นประเทศที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพราะเป็นเพียงเกาะเล็กๆ ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่ได้รับการจัดอันดับว่า เป็นประเทศที่อากาศดีที่สุดในโลก ถือเป็นไข่มุกของทะเลสีครามแห่งทวีปยุโรป โดยประกอบด้วยเกาะหลักเพียง 3 เกาะ คือ มอลตา (Malta) โกโซ (Gozo) และเคมนูนา (Kemnuna)

เมืองเก่าเล่าตำนาน

ฉันนั่งเครื่องบินโลว์คอสต์จากกรุงโรมมาที่นี่ด้วยราคาเพียง 1,000 บาท เพียงก้าวแรกบนแผ่นดินของประเทศเล็กๆ แห่งนี้ ก็รับรู้ได้ถึงความเก่าแก่ มีประวัติศาสตร์ อารยธรรมที่ยาวนานของตนเอง ภาพถ่ายมุมสูงของที่นี่ที่เป็นเอกลักษณ์ คือ หน้าผาที่สูงชัน เวิ้งอ่าวสีครามเข้มของน้ำทะเล และท่าเรือยอช์ตเรียงรายในทุกเวิ้งอ่าว ด้วยจุดยุทธศาสตร์ที่โดดเด่น ทำให้เกาะมอลตาถูกแย่งชิงเพื่อครอบครองทั้งจากชาวโพลีนีเซียน กรีก โรมัน อาหรับ และอังกฤษ มายาวนานหลายร้อยปี ก่อนได้รับเอกราชในปี ค.ศ. 1964 และเข้าร่วมเป็นสมาชิกภาพยุโรปตั้งแต่ปี ค.ศ. 2004

Malta
อนุสาวรีย์แมวตาบอด

สิ่งแรกที่ฉันเห็นคือ ตึกทั้งหมดเป็นสีน้ำตาล ทำให้รู้สึกเหมือนย้อนไปเมื่อพันปีก่อน จนอดรู้สึกไม่ได้ว่ากำลังยืนอยู่ในเขตทะเลทรายแถวตะวันออกกลางหรือเปล่า สัญลักษณ์ของประเทศนี้ คือแมว คนที่นี่รักแมวถึงขนาดว่ามีหมู่บ้านแมว มีอนุสาวรีย์แมวตาพิการตัวโตยืนส่งสายตาหวานๆ ทักทายคนต่างถิ่น ตั้งโดดเด่นในเวิ้งอ่าวบูลลูตา (Bulluta Bay) ซึ่งในบริเวณเดียวกันเป็นที่อยู่ของแมวจรจัดที่มีสุขอนามัยดีที่สุดในโลก

Malta

Malta
เวิ้งอ่าวในกรุงวัลเลตตา

Valletta…เมืองหลวงที่เล็กที่สุดในโลก

เมืองหลวงของประเทศคือ กรุงวัลเลตตา (Valletta) มีขนาดเล็กที่สุดในโลก (ไม่นับรวมนครรัฐวาติกัน) โดยเป็นหนึ่งในเมืองหลวงที่ได้รับการจัดให้เป็นเมืองมรดกโลก (World Heritage Site) เพราะมีตึกเก่าแก่ทางประวัติศาสตร์เกือบทั้งหมด ฉันทำความรู้จักกับเมืองหลวงไซส์เล็กแห่งนี้ด้วยการเดินสำรวจทุกตารางนิ้ว ความที่ตัวเมืองมีพื้นที่น้อยกว่า 1 ตารางกิโลเมตร แต่ความงดงามของเมืองทำให้รู้สึกเพลิดเพลิน และสามารถอยู่ได้ทั้งวันอย่างมีความสุข

ทันทีที่ลงจากรถบัสสาย 13 ที่ Valletta Bus Terminal ซึ่งเป็นสถานีรถบัสที่เป็นจุดรวมรถบัสทุกสาย ก็พบกับน้ำพุไทรทัน (Triton Fountain) ซึ่งเป็นน้ำพุขนาดใหญ่ อยู่ด้านหน้าของตัวกรุงวัลเลตตา จากนั้นฉันออกสำรวจเมืองด้วยการลอดซุ้มประตูเมือง (City Gate) แล้วเดินชิลๆ ที่ถนนสายหลัก คือ ทริค อิร์ รีพับลิก (Triq Ir Republic) ถนนสายหลักของเมือง เป็นที่ตั้งของร้านแบรนด์หรู คาเฟ่ อาคารสำคัญต่างๆ ของรัฐบาล และอาคารที่โดดเด่นคือ รอยัลโอเปร่าเฮ้าส์ (Royal Opera House) สร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ แต่ออกแบบให้ลงตัวกับความเป็นเมืองเก่า มีทหารยืนอารักขาอาคารสำคัญแห่งนี้

กรุงวัลเลตตามีผังเมืองเป็นตารางขนานกันทั้งหมด ดูมีระเบียบงดงาม ถนนแต่ละสายเริ่มจากชายหาดทางทิศใต้ไปจดทางทิศเหนือ และเส้นที่พาดขนานกันจะเริ่มจากชายฝั่งทะเลทางด้านตะวันออกจดทะเลด้านตะวันตก ตัวเมืองตั้งอยู่ตรงแหลมที่เป็นเนินสูงยื่นออกไปในทะเล ทำให้วิวทั้งหมดคือสีครามเข้มของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ถนนที่ขนานกันเป็นช่วงๆ นี้มีลักษณะสูงชันแล้วลาดเทลงทะเล (Steep Narrow Promenade) เป็นที่ชื่นชอบของตากล้องเป็นอย่างมากที่จะถ่ายทอดความคดโค้งของถนนสายแปลกของโลก

เนื่องจากถนนมีความสูงชันอย่างมาก ทางเท้าจึงถูกดัดแปลงเป็นขั้นบันไดจำนวนหลายขั้น ระหว่างขั้นพัก มีร้านคาเฟ่ให้บริการ จึงเป็นคาเฟ่ที่มีวิวมองลงด้านล่างสู่ทะเล ภาพของเรือใบแหวกสายน้ำเกิดเป็นเกลียวคลื่นงดงามยิ่ง นอกจากนี้ฝั่งตรงข้ามยังเป็นโค้งอ่าวที่มองเห็นเมืองเก่าและกำแพงเมืองที่งดงาม ภาพโดมของโบสถ์ขนาดใหญ่ที่สูงโดดเด่นเป็นระยะคือความงามที่เป็นเอกลักษณ์ของที่นี่

Malta
อาคารเก่าในกรุงวัลเลตตา

สภาพบ้านเรือนเป็นตึกเก่าแก่ มีเอกลักษณ์คือ บ้านทุกหลังมีระเบียงรูปแบบต่างๆ ทาสีสันสดใสยื่นออกมา และชาวมอลตาเองชอบออกมายืนที่ระเบียงเพื่อดูความเป็นไปของผู้คนทั้งที่เป็นนักท่องเที่ยว และชาวมอลตาด้วยกันเองที่เริ่มจะมีวิถีชีวิตเป็นไปตามแบบยุโรปอย่างรวดเร็ว กรุงวัลเลตตาเป็นหนึ่งในเมืองหลวงที่ไม่มีอาคารสมัยใหม่เลย

สถานที่ทุกคนไม่พลาดที่จะไปชมคือ มหาวิหารคณะเซนต์จอห์น (St. John’s Co-Cathedral) ค่าเข้าชม 10 ยูโรสำหรับผู้ใหญ่ และ 7.50 ยูโรสำหรับเด็กนักเรียน ความพิเศษของมหาวิหารนี้คือ การตกแต่งภายในที่ทาสีทองอร่าม สวยงาม หรูหรามาก สะกดให้ทุกสายตาตกตะลึง ภาพจิตรกรรมภายในทั้งหมดล้วนเป็นฝีมือของจิตรกรระดับโลกทั้งสิ้น

Malta
มหาวิหารเซนต์พอล แองกลิกัน

ส่วนสถานที่ที่โดดเด่นด้วยยอดโดมสูงจนสามารถมองเห็นได้ในระยะไกล และถือเป็นเอกลักษณ์ของประเทศนี้คือ มหาวิหารเซนต์พอล แองกลิกัน (St. Paul’s Anglican Cathedral) ภาพของมหาวิหารแห่งนี้ จึงถูกถ่ายทอดออกไปทั่วโลก ทั้งในรูปของโปสต์การ์ดและภาพถ่ายในนิตยสารสำคัญต่างๆ

ความพิเศษของมหาวิหารนี้ที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจมาก คือ เนื่องจากชั้นใต้ดิน หรือที่เรียกว่าคริปท์ส (Crypts) เป็นหลุมฝังศพของบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ของมอลตา ซึ่งยังคงมีคนนำดอกไม้มาแสดงความเคารพอยู่เสมอ ส่วนปลายแหลมที่ยื่นลงสู่ทะเลเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์สงคราม (War Museum) เก็บเรื่องราวของสงครามและประวัติศาสตร์การแย่งชิง ถือเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวมาก ไม่ไกลกันคือ ซากกำแพงเมืองโบราณที่ยังคงหลงเหลือจนถึงทุกวันนี้ และมีส่วนของพิพิธภัณฑ์ร่วมอยู่ด้วยในบริเวณเดียวกัน (Museum of Fort St. Elmo)

ไม่ไกลกันบนถนนทริค II เมดิเตอร์เรเนียน (Triq II Mediterranean) ฉันแวะไปชมหอระฆัง (Siege Bell) ภายในมีระฆังทองเหลืองโบราณขนาดใหญ่ นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปชมด้านบนได้ แต่ไม่สามารถตีระฆังได้ จากนั้นแวะไปนั่งเล่นที่สวนสาธารณะขนาดเล็ก คือ สวนโลเวอร์บาร์รักก้า (Lower Barrakka Garden) ความพิเศษของสวนสาธารณะ ที่นี่คือ วิวเกือบ 360 องศาเป็นทะเลสีครามเข้ม

แน่นอนว่าอาหารขึ้นชื่อคือ อาหารทะเล ราคาไม่แพงนัก เมื่อเทียบกับเมืองอื่นของยุโรป จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้มอลตาดึงดูดนักท่องเที่ยวจากยุโรปทางเหนือมาพักผ่อนที่นี่ สำหรับคนที่หลงใหลในการสัมผัสชีวิตดั้งเดิมของคนที่นี่ จึงไม่ควรพลาดแวะไปชมตลาดค้าปลานะคะ

จากตลาดค้าปลา ฉันไปเดินลอดซุ้มประตูที่สำคัญอีกแห่ง คือ วิกตอเรียเกต (Victoria Gate) ซึ่งเชื่อมต่อกับสวนสาธารณะอีกแห่งคือ สวนอัพเปอร์ บาร์รักก้า (Upper Barrakka Gardens) ซึ่งทั้งชาวมอลตาและนักท่องเที่ยวชอบมานั่งเล่นรับลมเย็น สูดอากาศสดชื่นชมวิวสวยภายในสวน มีเก้าอี้วางเรียงรายหันหน้าออกทะเล

ปิดท้ายด้วยการชม St. James Cavalier Creativity Center ที่ประกอบด้วยโบสถ์เซนต์เจมส์ (St. James) เป็นโบสถ์เก่าแก่ และโรงละครมาโนเอล (Manoel Theatre) รายล้อมด้วยคาเฟ่ ลานกิจกรรมขนาดใหญ่เป็นที่รวมตัวของวัยรุ่นชาวมอลตา และไม่ไกลกันคือ ซากปรักหักพังของเมืองเก่าครั้งโรมันเคยครอบครองที่นี่ ซึ่งยังคงหลงเหลือจนถึงทุกวันนี้

เตรียมไปช็อป ชิม และชิลที่ Sliema และย้อนเวลาหาอดีตที่เมืองเมดินา ได้ในตอนที่ 2 วันอาทิตย์นี้..


ที่มา: นิตยสารแพรว ปักษ์ 891 เรื่องและภาพ black beauty