Nina Ricci คอลเลคชั่น Spring/Summer 2012 ได้รับแรงบันดาลใจจากการใช้ผ้า สีสัน และลายพิมพ์ในงานสร้างสรรค์ชิ้นเก่าของแบรนด์ Nina Ricci มาสู่งานออกแบบเสื้อผ้าซีซั่นนี้จากฝีมือของดีไซน์เนอร์ Peter Copping เป็นคอลเลคชั่นที่เปี่ยมไปด้วยความเป็นเฟมินีนและองค์ประกอบลวดลายดอกไม้ ซึ่งจัดการแสดงคอลเลคชั่นที่ห้องซาลง เลขที่ 34 บนถนน Foch ในกรุงปารีส งานแต่ละชิ้นถ่ายทอดถึงงานตัดเย็บแบบกูตูร์อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ผสมผสานเข้ากับสไตล์งานออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ Peter Copping ซีซั่นนี้เขาได้ใช้ลายพิมพ์ดอกไม้และสีน้ำเงินมาประดับลงบนเนื้อผ้าสีขาว ทำให้เกิดลายละเอียดที่น่าสนใจในชิ้นงาน
นอกจากนี้คอลเลคชั่นนี้เสมือนเป็นการรำลึกถึง Zina de Plagny อาร์ตติสชาวรัสเซีย ซึ่งเคยร่วมงานกับแบรนด์ Nina Ricci ในช่วงทศวรรษ 1930-1940 ด้วยการใช้ลายพิมพ์และเท็กซ์เจอร์บนเนื้อผ้าของศิลปินท่านนี้มาประยุกต์ให้เกิดมิติใหม่ในชิ้นงานในบริบทของรูปทรงอันคลาสสิก ทำให้งานคอลเลคชั่นนี้มีจุดเด่นอยู่ที่การใช้เนื้อผ้า ตัดเย็บจากฝีมือของช่างอย่างปราณีต ไร้ที่ติ บังเกิดเป็นซิลูแอ็ตหรือโครงชุดที่สมบูรณ์แบบ พลิ้วไหวเมื่อสวมใส่ เป็นงานที่แสดงให้เห็นถึงยุคทองของงานออกแบบระดับกูตูร์แต่ผสมผสานความร่วมสมัยเข้าไว้ด้วยกัน
ในส่วนของสไตล์และซิลูแอ็ตหรือโครงชุดโดยภาพรวมนั้นถ่ายทอดถึงงานออกแบบอันพิถีพิถัน สง่างามในแบบปาริเซียง ดังภาพถ่ายที่ปะติดปะต่อของสุภาพสตรีผู้เปี่ยมไปด้วยสไตล์ นี่คือภาพสะท้อนของสุภาพสตรีผู้สวมใส่แบรนด์ Nina Ricci ซึ่งดีไซน์เนอร์ Peter Copping เนรมิตสไตล์ของเธอให้มีความทันสมัยขึ้น ทว่ายังคงความคลาสสิกไว้
ส่วนไอเท็มที่เป็นซิกเนเจอร์อย่างกระโปรงเอวสูงทรงดินสอยังคงมีในคอลเลคชั่นนี้ รวมไปถึงเสื้อคลุมตัวสั้นที่มีโครงชัดเจนแต่มีคัตติ้งที่ดูแปลกตา เสื้อเทร้นช์โค้ทหนัง สูท และแจ็กเก็ตไหมพรมที่แฝงกลิ่นอายแบบเสื้อผ้าของไบค์เกอร์หรือนักปั่น นอกจากนี้มีกางเกงขาสั้นประดับด้วยชั้นระบาย ดูคล้ายกับกระโปรงมินิสเกิร์ต ซึ่งการเล่นกับซิลูแอ็ตในคอลเลคชั่นนี้เองที่จะเพิ่มความแข็งแกร่ง มาดมั่นให้กับสุภาพสตรีผู้สวมใส่ Nina Ricci
ในส่วนของเนื้อผ้า ลายพิมพ์ และการใช้สีของคอลเลคชั่นนี้ประกอบด้วยการใช้ผ้าไหมที่เรียกว่า Cloqué, ผ้า Jacquard พิมพ์ลาย ผ้าทวีต ผ้าซาตินที่มีความยืดหยุ่น รวมไปถึงผ้าผสมเนื้อเมทาลิค
ส่วนการใช้โทนสี มีการใช้สีขาวและการแม็ตช์สีแบบ tone-on-tone ที่กลมกลืนกัน นอกจากนี้มีการใช้สีเข้มอย่างมิดไนท์บลู สีแดงเลือดหมู และการใช้เฉดสีครีม นู้ด ที่เพิ่มความโดดเด่นด้วยการใช้ลายพิมพ์
ทั้งหมดนี้คือองค์ประกอบที่ได้รับอิทธิพลมาจาก Zina de Plagny แต่นำมาตีความในรูปแบบที่ทันสมัยขึ้นและยังคงซิกเนเจอร์ของศิลปินคนนี้ไว้ผ่านการใช้ลายพิมพ์ ซึ่งเป็นหัวใจหลักของคอลเลคชั่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นลายดอกคาร์เนชั่น ช่อดอกไอริส ดอกแพนซี่ บลูเบล และดอกเดซี่ ส่วนรายละเอียดที่ทันสมัย เพิ่มเติมเข้ามานั้นอยู่ตรงที่การใช้ชิ้นผ้ามาต่อกัน การใช้เลเซอร์คัท และการปัก วัสดุอย่างเช่นเมทาลิค เลื่อมประดับนำมาใช้ให้เกิดเอฟเฟ็กต์งานจิวเวลรี่แบบภาพลวงตา หรือที่เรียกว่า Trompe l’Oeil
ส่วนรายละเอียดงานออกแบบเสื้อผ้าอันแสนเย้ายวน คล้ายกับอันเดอร์แวร์ อันเป็นซิกเนเจอร์สไตล์ของแบรนด์ Nina Ricci นั้นยังคงโดดเด่นในซีซั่นนี้ แม็ตช์กับรองเท้าส้นสูงประดับเลื่อมแวววาวหรือที่เรียกว่า Stiletto จากยุค 50 นั้นถูกนำมาเนรมิตในรูปแบบรองเท้าส้นตึกหรือ Wedge และกระเป๋าคลัตช์ รูปทรงคล้ายกับซองจดหมายเป็นแอ็คเซสซอรี่ที่มีในคอลเลคชั่นนี้