App   |   Subscribe   |   Get a Prize


 นอกหน้าต่าง หิมะโรยตัวลงจากฟ้า ระบายฉากบนเทือกเขายุงเฟราด้วยสีขาวละมุนข้างในกระจกใส “นัท - มีเรีย” กับ “อั้ม - อธิชาติ” นั่งอยู่หลังเครื่องอัดเสียง ที่พร้อมถ่ายทอดเรื่องอินเลิฟของคู่หวาน ที่เรียกกันเองด้วยภาษาเฉพาะว่า “น้องเป็ด” กับ “พี่คิงคอง” เล่าเส้นทางความรักตั้งแต่วันแรกแบบเอกซ์คลูซีฟกับ “แพรว” แถมเพิ่มความพิเศษแบบเฉพาะกิจ เมื่อบทสนทนานี้เกิดขึ้นยังดินแดนสุดโรแมนติกอย่างสวิตเซอร์แลนด์ ถ้าอ่านได้พักหนึ่งแล้วรู้สึกว่าหน้ากระดาษเปลี่ยนสีก็อย่าแปลกใจเพราะสีชมพูกำลังโรยตัวลงจากบรรทัดนี้

ปฏิบัติการจีบมีเรียเริ่มต้นอย่างไรครับ
นัททำตาโต “ฮื้อหือ...เริ่มแบบนี้เลยหรือ แยกสัมภาษณ์ไหมเขิน” (หัวเราะ) อั้มยิ้ม แล้วเล่าถึง “มิชชั่น” ที่วันนี้ “พอสซิเบิ้ล” “ความจริงผมรู้จักคุณนัทมานานแล้ว จึงไม่ได้จีบเพราะเหตุผลแค่ความสวย แต่เพราะมีโอกาสเจอกันตามงานสังคมต่างๆ เหมือนเพื่อนในวงการบันเทิงทั่วไปพอได้คุยมากขึ้นจึงรู้สึกคลิก” นัทแซว “น่าจะเป็นรุ่นพี่มากกว่าเพื่อนนะ (อั้มบอกว่า อุตส่าห์หลีกคำนั้น) ตอนแรกเราแค่ทักทาย พูดคุยกันธรรมดา จนได้เจอกันบ่อยขึ้นทั้งตามงานสังคมและในงานบุญ เพราะนัทนับถือหลวงปู่แลที่วัดพระทรงจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งอั้มก็เป็นลูกศิษย์ของท่าน จึงเป็นอีกจุดเชื่อมโยงที่เราได้ชวนกันไปทำบุญบ้าง”

แล้วจากเพื่อนร่วมวงการ พัฒนาเป็นคู่รักได้อย่างไรครับ
“เพราะความรู้สึกข้างในของผมเริ่มทำงาน (ทีมงานส่งเสียงแซวจนอั้มเขินคำตอบของตัวเอง) รู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้มีอะไรหลายอย่างที่ใช่ เมื่อก่อนเราอาจบังเอิญเจอกันตามที่ต่างๆ แต่พอความรู้สึกผมเริ่มเปลี่ยน ถ้าคุณนัทชวนไปไหนจะพยายามทำตัวให้ว่าง จัดคิวของตัวเองเพื่อให้ได้เจอ ทั้งที่ตอนนั้นยังเรียกพี่นัทอยู่เลย” (หัวเราะ) นัทเล่าบ้าง “แรกๆ อั้มไม่ได้มาแนวจีบ ออกแนวเนียนมากกว่าอย่างที่เขาบอกว่า เป็นมดแดงแฝงพวงมะม่วง แต่นัทรู้มานานแล้วว่าอั้มนิสัยดี สุภาพ มีสัมมาคารวะกับผู้ใหญ่ และชอบทำบุญ ซึ่งคุณแม่ของนัทเคยบอกว่า คนที่คบด้วยต้องมีศีลธรรมในจิตใจ ไม่ใช่แค่รวยหรือหน้าตาดี นัทเองก็ไม่ได้มองคนที่ตรงนั้นเหมือนกัน ยิ่งอายุมากขึ้นจึงไม่ได้คิดถึงความรักแบบpuppy love แต่มองเรื่องพฤติกรรมและความคิดของคนที่ต้องอยู่ด้วยมากกว่า” 

นัทเริ่มผิดสังเกตว่า มีมดแดงแอบซ่อนอยู่ตอนไหนครับ
(หัวเราะ) “ตอนที่อั้มเริ่มมีของฝากมาให้นัทกับญาติๆ ซึ่งตอนแรกบอกกึ่งปฏิเสธไปด้วยซ้ำว่า ไม่ต้อง ตอนนั้นยังไม่พร้อม แต่อั้มก็ให้เกียรติ ไม่ได้เข้ามาแบบกดดัน และกว่าที่เขาจะถึงตัวนัทก็ต้องผ่านหลายด่าน ทั้งเพื่อนและญาติ วันไหนที่เราติดงาน อั้มจะมากินข้าวกับคนรอบตัวของนัทแทน ซึ่งทุกคนจะกลับมาเล่าให้ฟังว่าอั้มน่ารักอย่างนั้นอย่างนี้”

อั้มสารภาพถึงแผนการ “ประมาณว่าไม่เจอตัว ขอเห็นหน้าเพื่อนก็ยังดี และคนรอบตัวของคุณนัทก็น่ารัก ผมรู้สึกเหมือนได้เพื่อนอีกกลุ่มที่นิสัยเข้ากันได้ เช่น ครั้งหนึ่งคุณนัทเพิ่งจบโปรเจ็คท์ละครเวทีเรื่องแม่นาคพระโขนง เขาชวนน้องๆ ทีมงานมาเลี้ยงที่บ้านญาติ ผมซึ่งไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเขาด้วยก็ได้รับเชิญ ไปถึงคนอื่นมองงงๆ ว่า อั้มเล่นส่วนไหน ดึงรอกอยู่หลังเวทีหรือเปล่า”

นัทเล่าบ้าง “พอน้องๆ เห็นพี่อั้มก็เซอร์ไพร้ส์ ตอนนั้นนัทอยากรู้ด้วยละว่า อั้มอยู่กับกลุ่มนักแสดงจนถึงทีมงานได้ไหม ซึ่งเขาเข้าได้หมด ทุกคนชมว่า อั้มน่ารัก เป็นกันเอง นัทจึงรู้สึกสบายใจที่เขาสามารถอยู่จุดไหนของเราก็ได้อย่างเป็นธรรมชาติ หลังจากนั้นความสัมพันธ์จึงพัฒนาขึ้นอย่างช้าๆ และก่อนที่เขาจะเข้ามาจริงจัง นัทสังเกตว่าอั้มเปลี่ยนแปลงตัวเองหลายอย่าง รู้มาว่า เขาดื่มเหล้า สูบบุหรี่ แต่เลิกหมดทุกอย่าง อาจเป็นช่วงที่เขาอิ่มตัวกับชีวิตเซี้ยวๆ ของวัยรุ่นพอดีก็ได้”

อั้มตั้งใจเปลี่ยนเพื่อนัทหรือเปล่า
“ความจริงตอนนั้นผมอยากเปลี่ยนเพราะตัวเอง ไม่ได้ตั้งโจทย์ว่าต้องเปลี่ยนเพื่อใคร ผมว่าทำอย่างนั้นเหมือนเป็นการสร้างเงื่อนไข ไม่ได้ทำเพราะความต้องการของตัวเอง ซึ่งผมไม่อยากเป็นแบบนั้น ก่อนเจอคุณนัท ผมใช้ชีวิตวัยรุ่นเต็มที่จนรู้สึกว่ารู้จักโลกแบบนั้นมากพอแล้วผมอยากทำตัวเองให้พร้อม เพื่อวันหนึ่งจะได้เจอคนดีๆ ที่เลือกผม แบบที่เป็นตัวผมเองจริงๆ”

นัทเริ่มใจอ่อนตอนไหนครับ
“บอกไม่ถูก นัทมองในภาพรวมมากกว่า เขาเข้ามาเพราะอะไร ชอบเราแบบไหน ใช้เวลาพอสมควรกว่าจะยอมเปิดใจ หรือไปไหนด้วยเป็นเรื่องเป็นราว เพราะคนวงการบันเทิง เวลาเดินอยู่กับใครมักเป็นข่าวเชิงลบ บางทีสื่อจับให้เป็นแฟนกันเสร็จสรรพ นัทจึงต้องระวัง ซึ่งอั้มก็เข้าใจ ไม่ได้ตามตื๊อ บางวันคุยกันแค่ 2 - 3 คำ พอเขารู้ว่าเรายุ่งอยู่ เขาจะบอกว่า ถ้าอย่างนั้นแค่นี้นะครับ ไม่เคยทิ้งความรู้สึกให้เราอึดอัดต่อ แต่ตอนแรกดูไม่ออกจริงๆ ว่าอั้มจีบ พูดตรงๆ ว่า ไม่ได้อยู่ในสายตา
เลย” (หันไปส่งยิ้มกวนๆ ให้อั้ม)

(อั้มแกล้งสะอึกแล้วเล่าต่อ) “ตอนแรกผมไม่กล้าจีบเพราะเขาเป็นรุ่นพี่ เป็นเพื่อนของพี่แอน ทองประสม เราเห็นเขาตั้งแต่เด็กๆ (นัทแซวว่าแรงตรงนี้) พอวันหนึ่งที่เรารู้สึกดี จึงไม่อยากจู่โจมให้เขากดดัน ผมไม่เคยนั่งนับว่า หนึ่งเดือนผ่านไป ความสัมพันธ์ของเราต้องคืบหน้าไปแค่ไหน แค่รู้สึกว่าอยากทำสิ่งดีๆ ให้เขาไปเรื่อยๆ”
“เลยกลายเป็นว่า นัทชอบเขาโดยไม่รู้ตัว อู้ย...” (นัทพูดเองเขินเอง แล้วเอนไปซบแขนอั้ม เรียกเสียงวี้ดวิ้วจากทีมงานขี้อิจฉาทั้งวงถามต่อแทบไม่ถูก)

ถ้าอย่างนั้นตอนไหนที่นัทรู้สึกว่า รักผู้ชายคนนี้แล้วล่ะ
“อุ้ย...แรง (หัวเราะ) นัทว่าคงเป็นรักซึมลึกมั้งคะ แต่เกิดจากความคิดที่มีสติรอบคอบนะ เพราะนัทแอบเก็บข้อมูลของเขาตลอด สิ่งที่อั้มทำเป็นทั้งคะแนนและความรู้สึกดีๆ ของนัทที่มากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดที่ตัดสินใจว่า จะเป็นไรล่ะ ถ้าเราจะคบผู้ชายดีๆ คนนี้ นัทไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่ปัจจุบันเรามีความสุขมาก ถึงแม้มีคนพูดเรื่องไม่ดีเกี่ยวกับเขามาให้เราคิดพิจารณาบ้าง แต่ในที่สุด นัทขอมองอั้มจากมุมมองของตัวเอง เพราะถ้ามัวแต่ฟังเสียงเล่าลือ คงไม่ยุติธรรมสำหรับ
เราทั้งสองคน”

เช่นอะไรครับ
“ถ้าพูดตรงๆ คือ ข่าวเรื่องอั้มเป็นเกย์ ทุกคนคงเคยได้ยินมานานแล้ว แต่พอนัทได้รู้จักเขาจริงๆ ก็รู้ว่า ไม่ใช่แน่นอน จากการได้สัมผัสเขาอย่างใกล้ชิด รวมถึงรู้จักเพื่อนสนิทของเขาทุกคน ซึ่งคงบอกถึงเรื่องนี้ได้ดีที่สุด”

เหมือนเรื่องนี้เป็นหัวข้อประจำตัวของอั้มไปแล้ว เครียดไหมครับ
“รำคาญใจมากกว่า ถ้าผมเป็นจริงๆ ไม่ว่าหรอก แต่นี่ไม่ได้เป็นและบอกไปหลายครั้งแล้ว แต่ยังมีคนเขียนข่าวอยู่เรื่อยๆ หรือบางทีก็เขียนทำนองว่า ‘นัทไม่รู้หรือว่าอั้มเป็น’ ผมอยากถามคนเขียนว่า ทำไมคุณเข้าใจผมมากกว่าตัวผมเอง ผมไม่สามารถบังคับความคิดของใครได้ แต่ช่วยฟังที่ผมพูดบ้างได้ไหม”
(นัทขอพูดบ้าง) “นัทว่าเป็นการไม่ให้เกียรติกันด้วย พอพูดแบบนี้ อาจมีบางคนย้อนถามอีกว่า ไม่เป็นก็ไม่ต้องเดือดร้อนสิ แต่นัทมองว่า ข่าวนี้ทำให้อั้มเสียโอกาสในเรื่องงาน และกระทบกระเทือนจิตใจเขาด้วยเพราะคงไม่มีใครสบายใจที่มีคนพูดถึงเราด้วยเรื่องไม่จริงอยู่ตลอดเวลา นัทไม่ได้พูดเพราะปกป้อง แต่เข้าใจว่าเขารู้สึกอย่างไร”

พูดถึงเรื่องข่าว นัทก็เคยผ่านการแต่งงานมาก่อนสิ่งนี้ทำให้กลัวการเริ่มต้นใหม่ไหมครับ
“ไม่กลัวนะ แต่ถ้าจะมีความรักอีกครั้ง นัทต้องมั่นใจว่าใช่จริงๆ ต้องตอบทั้งความรู้สึก สมอง และหัวใจ วันเวลากับประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้นัทละเอียดขึ้นมาก เพราะบางอย่างที่เร็วไปอาจไม่ใช่ ใครไม่ดีจริงๆ จะไม่ให้เข้ามาในชีวิตเลย รู้สึกเปลืองพลังงาน แต่สำหรับอั้มนัทคบเขาแล้วรู้สึกพิเศษ ที่สำคัญ เราสามารถใช้ชีวิตธรรมดา เรียบง่ายไม่ต้องฝืนหรือเปลี่ยนแปลงตัวเองเลย”

ขอย้อนไปนิด นัทกดดันไหมที่มีรุ่นน้องมาขายขนมจีบ
“ประหลาดใจมากกว่า มีคนอายุน้อยกว่าเยอะมาชอบเราด้วย(หัวเราะ) อั้มอ่อนกว่านัท 6 ปี แต่ไม่รู้สึกกดดัน อาจเพราะเขาโตกว่าอายุมาก ความคิดเป็นผู้ใหญ่ มีเหตุมีผลมากกว่านัทด้วยซ้ำ รูปร่างก็แมน ปกป้องเราได้ สำคัญที่สุดคือ พอคุยด้วยแล้วสบายใจ ไม่ต้องประดิษฐ์ใส่กัน”

ฝั่งอั้มล่ะครับ มองเรื่องที่คุณนัทผ่านการใช้ชีวิตคู่มาแล้วอย่างไร
“ผมไม่เคยนำเรื่องในอดีตมาคิด เพราะสิ่งที่ทำให้คนเราอยู่ด้วยกันได้คือ ความสวยงามในจิตใจ ซึ่งมีค่ามากกว่ารูปลักษณ์ หรือเรื่องภายนอกต่างๆ เราจึงไม่เห็นความสำคัญที่จะต้องถามถึงอดีตของอีกฝ่าย ถ้ามีบ้าง คงเป็นผมที่อยากเล่าเรื่องสมัยที่ยังเป็นวัยรุ่นเซี้ยวๆ ว่าทำอะไรมาบ้าง ซึ่งคุณนัทจะฟังเป็นเรื่องขำๆ เพราะรู้ว่าอดีตเป็นบทเรียนและประสบการณ์ที่สอนเรา และทุกอย่างคือเรื่องที่ผ่านไปแล้ว ผมกับคุณนัทขออยู่กับปัจจุบัน และสิ่งที่จะทำให้ดีขึ้นได้คืออนาคตต่างหาก“หรือการที่คุณนัทโตกว่า ผมว่าเป็นข้อดีนะ ทำให้ความคิดเขาเป็นผู้ใหญ่ ผมสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นตรงนั้น ซึ่งไม่ใช่ความอบอุ่นแบบที่ได้อยู่ใกล้พี่นะ (นัทหัวเราะ) สำหรับผู้ชาย บางวันที่เราเจอเรื่องแย่ๆ ก็ต้องการคนที่สามารถช่วยปลอบและให้คำปรึกษาที่ดีได้ ซึ่งคุณนัทเป็นแบบนั้น และตั้งแต่แรกที่คุยกัน ผมก็ไม่ได้คิดถึงเรื่องอายุอยู่แล้ว พอตัดคำว่าพี่ออกไป ทุกอย่างก็ปกติ”

ถ้าอย่างนั้นตอนนี้อั้มเรียกนัทว่า...
“ผมเรียก ‘มีเรีย’ กับ ‘น้องเป็ด’ (ยิ้มเขิน) ด้วยความอยากแหย่ คู่เราไม่ได้หวานจ๋า จะแกล้งกันตลอด บางครั้งเหมือนเป็นเพื่อน เพราะบางมุมคุณนัทก็เหมือนเด็กๆ เป็นตัวการ์ตูนทวิตตี้ที่ชอบเล่นซน ก๋ากั่น อาจเพราะเป็นลูกสาวคนเดียว ตอนเด็กๆ คงถูกแม่ขังไว้ในบ้านไม่ให้ออกไปเล่นกับเพื่อน”
(นัทหัวเราะแล้วรีบเอาคืน) “อั้มมีสรรพนามเหมือนกัน คือ ‘คอง’ มาจากคิงคอง เพราะขนาดตัวใกล้เคียงขึ้นทุกวัน (หัวเราะ) หรืออีกแบบคือ ‘บี้’ ย่อมาจากเบบี้ ชอบเรียกกันสั้นๆ แบบนี้ ง่ายดี”

อั้มเรียกนัทว่า “บี้” ด้วยหรือเปล่าครับ
“อื้ม...เรียกครับ” (นัทแซวว่า เวลาอั้มเขินเสียงจะเบาทุกครั้ง)

เล่าถึงเดทแรกหน่อย
“วันเกิดอั้มไง!” (นัทตอบเสียงดัง)(อั้ม เล่าเหตุการณ์ในวันนั้น ) “โอ้โฮ เรียกเดทไม่ได้หรอก เพื่อนผมอยู่ด้วยเพียบเลย ปีนั้นตรงกับวันที่นัทต้องซ้อมละครเวที พอซ้อมเสร็จเขาจึงตามมาทีหลัง” (พี่แตน ผู้จัดการของนัทเมาท์ว่า ความจริงวันนั้นนัทไม่อยากไปบ่นว่า เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว ยังต้องไปงานอีก อั้มจึงแกล้งหันไปโวยนัทที่กำลังหัวเราะขำ) “อ้าว! ไม่ได้เต็มใจไปหรือครับ อะไรกัน เราอุตส่าห์ซึ้งในน้ำใจ”

(นัทรีบอธิบาย) “ไม่ช่าย (ลากเสียงยาว) วันนั้นนัทโทรมมากเวลาซ้อมละครเวทีจะใส่แค่เสื้อยืด กางเกงวอร์ม รองเท้าผ้าใบ แต่ก็รีบเปลี่ยนเสื้อผ้า เติมปากนะ (หัวเราะ) และพอไปถึงก็ดีใจ เพราะรู้สึกได้ว่าอั้มแฮ็ปปี้มาก เป็นงานวันเกิดเล็กๆ น่ารัก มีเพื่อนสนิทอั้มอีก 2 - 3 คนแล้ววันนั้นอั้มถ่ายรูปนัทตลอดเวลา ส่วนนัททำฟอร์มเก๊กเหมือนไม่รู้เรื่องถ่ายๆ ไปเลยน้อง” (หัวเราะ)

นัทมีของขวัญติดไม้ติดมือด้วยไหมครับ
(อั้มขอเล่าเอง) “คุณนัทประณีตตั้งใจหาของขวัญให้ผมมากรู้ทันทีว่าซื้อจากไหน เพราะของขวัญห่อด้วยกระดาษจากห้างเซ็นทรัล แนบด้วยการ์ดที่แถมมา (นัทหัวเราะชอบใจแล้วแก้ตัวว่า รีบซื้อ เพราะกลัวไปไม่ทัน) แต่ผมมองว่าดีนะ แสดงว่าเขาไม่ได้ประดิษฐ์ปั้นแต่งอะไรเพื่อเรามีแค่การ์ดและคำอวยพรว่า ‘แฮ็ปปี้เบิร์ทเดย์นะจ๊ะ น้อง’ (นัททั้งขำทั้งเขิน)
“ผมเก็บการ์ดใบนั้นไว้ในกระเป๋าเงิน แต่โชคร้ายที่กระเป๋าหาย ซึ่งคุณนัทน่าจะดีใจ เพราะการ์ดใบนั้นเป็นปมด้อยของเจ้าตัวที่คงคาดไม่ถึงว่าผมจะเก็บรักษาอย่างดี คงคิดว่าได้มาแล้วผมจะทิ้ง” (นัทอ้อน) “หลังจากนั้นเราก็ให้การ์ดความหมายดีๆ นะ” (อั้มแซว) “คราวนี้เป็นการ์ดจากพารากอนครับ” (หัวเราะกันทั้งวง)

มุมหวานๆ ของนัท - อั้มเป็นอย่างไรครับ
นัทเล่าก่อน “อั้มหวานนะ ถ้าวันไหนนัทเครียด เขาจะรู้อารมณ์เราได้ทันที ถือเป็นผู้ชายที่เข้าใจผู้หญิงดีมาก อั้มจะเข้ามาลูบหัว ทำให้นัทสบายใจว่ามีคนอยู่ข้างๆ ซึ่งเขาน่ารักแบบนี้ทุกวัน” (ยิ้ม) อั้มเล่าบ้าง “ความหวานของคู่เราคือ การเอาใจใส่ หรือถ้ามีวันพิเศษอย่างวันเกิด เราจะวางแผนเซอร์ไพร้ส์กันเสมอ” (นัทพูดเสียงตื่นเต้นว่า ใช่ๆ แล้วขอเล่า) “วันเกิดนัทปีหนึ่ง อั้มเตี๊ยมกับญาติๆ ของนัท แอบสั่งดอกไม้กับลูกโป่งสีที่เราชอบมาเต็มบ้าน ยังจำได้ว่า พอเปิดไฟปุ๊บ เห็นอั้มกับทุกคนยืนอยู่ รายล้อมด้วยลูกโป่งเต็มไปหมด พอเดินเข้าไปในห้องยิ่งตกใจ เพราะมีลูกโป่งรูปผู้หญิงขนาดใหญ่กว่าตัวนัท มีดอกไม้ประดับอยู่ทุกมุม เซอร์ไพร้ส์มาก ไม่คิดว่าเขาจะทำให้เราขนาดนี้ น้ำตาซึมเลยละ พอถึงวันเกิดของอั้ม นัทจึงตั้งใจเซอร์ไพร้ส์คืน แต่เอาเข้าจริง ทำแผนพังแบบไม่น่าให้อภัย”

อ่านฉบับเต็มได้ที่ แพรว ฉบับ 779 วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2555